มาเดินทางกันเถอะ

 

การเดินทาง และ ท่องเที่ยว

เป็นสิ่งหลายคนชอบ

แต่หลายคนนั้นอาจจะไม่มีโอกาสได้เดินทางและท่องเที่ยวอย่างที่ใจอยาก

การเดินทาง กับ ท่องเที่ยว นั้นไม่เหมือนกัน

การเดินทางให้ความหมายมากกว่า

การเดินทางให้ความสำคัญกับระหว่างทาง ให้ความสำคัญกับความรู้สึกระหว่างเดินทาง

ให้ความสำคัญตั้งแต่จุดเริ่มต้น ระหว่างทาง และปลายทาง

ส่วนท่องเที่ยว ก็แค่สักแต่ว่านั่งรถ นั่งเครื่องบินไปให้ถึงสถานที่แล้วก็ถ่ายรูป ชู 2 นิ้ว

แล้วก็กลับ

การท่องเที่ยวไปตามสถานที่ ที่คนบอกว่า “ไม่มาที่นี่ถือว่ามาไม่ถึง”

(ถึงแม้ว่า 2 ตีนเหยียบยืนอยู่เต็มเต็มก็ตาม)

สถานที่ท่องเที่ยว บางแห่ง

ถูก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประโคมโหมโฆษณามาก

จนทำให้แหล่งท่องเที่ยวบางแห่ง สูญเสียพรหมจรรย์

จากหมู่บ้านชาวเขา ชาวดอย

จากแหล่งปะการังน้ำตื้น หรือหมู่บ้านชาวเล

วิถีชีวิตของชาวท้องถิ่น ถูกปรับเปลี่ยนให้หันมาหากินกับนักท่องเที่ยว

เมืองบางเมือง ชุมชนบางชุมชน หมู่บ้านบางหมู่บ้าน

ถูกพวกนายทุนในกรุงเทพฯไปกวาดซื้อร้านค้าในแหล่งชุมชนนั้น

แล้วก็จัดร้านให้เข้าสไตล์ น่ารักๆ มีโปสการ์ด มีร้านกาแฟ ตามแบบที่นักท่องเที่ยวชอบ

จนทำให้ร้านค้าของชาวบ้าน ขาดทุน ชิบหายหมด

รายได้ที่คิดว่าจะถึงมือชาวบ้านหรือพัฒนาชุมชน ก็เป็นแค่ มายาภาพ

พวกนายทุน กับ นักท่องเที่ยวปัญญาตื้น ไปทำลายแหล่งชุมชนโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว

นักท่องเที่ยวบางคน ก็สักแต่ว่าจะไปฮันนีมูน ไปเฮฮากับเพื่อนฝูง

บางคนชอบทำตัวเองเป็นมนุษย์อิสระ อาร์ทติ๊ส เป็นคนทวนกระแส สู้ชีวิต หรืออะไรก็แล้วแต่

แต่สติปัญญาอันเบาโหวง ไม่เคยศึกษาสถานที่ท่องเที่ยวนั้นให้ลึกซึ้งก่อนจะไป

เห็นว่าภาพถ่ายสถานที่ท่องเที่ยวนั้นตามหน้านิตยสารท่องเที่ยว สวยงาม

ก็ไป

ดูแต่สถานที่ ดูแต่ภาพถ่าย ดูที่พัก ดูที่กิน ดูพาหนะที่จะพาไป

แค่นั้น

หรือแม้แต่กลับมา ก็ไม่เคยกลับมาศึกษาหรอกว่าที่ที่ตัวเองไปกิน-ขี้-ปี้-นอน กันมาหลายวันนั้น

มันสำคัญยังไง มันพัฒนามายังไง ชีวิตของคนที่นั่นเผ่าพันธุ์ไหน มีวัฒนธรรมอะไร

เข้าใจว่าไปท่องเที่ยว ไปพักผ่อน

ไม่ได้ทำวิทยานิพนธ์

ถ้าคิดแบบอย่างหลัง ก็คงเป้นสันดานของคนมักง่าย

พี่ไทยหลายคนมักง่ายกันเป้นเรื่องปกติธรรมดา ไม่เห็นจะแปลก

season ไหนเหมาะจะไปที่ไหน ก็ไป ไม่เห็นต้องคิดไรมากนักท่องเที่ยวมักง่ายแบบนี้

ถึงแม้ว่าจะไปสถานที่ที่เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ก็ไม่ต่างอะไรกับไปดูหนังที่เมจอร์หรอก

ได้ความสุขส่วนตัว เอาป๊อบคอร์นเข้าไปแดก แอบคุยโทรศัพท์นิดหน่อย ซาบซึ้งกับหนังที่มีคนรักนั่งข้างๆ

ออกจากโรงก็แวะฉี่และขี้ แล้วก็กลับบ้าน

แค่นั้น…

ประเทศไทยจงเจริญ(ก็ได้แต่ภาวนา)

ที่ซึ่งหัวใจข้างซ้ายอยู่ตรงกัน

สำหรับผู้ที่รออ่านบล็อคนี้

ต้องขออภัยในความล่าช้าแต่ คุณค่าของกาารอคอย มักควบมากับ คุณภาพของงานเขียน

J U Z T* ชื่อของผู้เขียนที่มี “ดอกจันทร์” ทัดนามของเขาซึ่งเราเชื่อมั่นว่า เขาจะมีชื่อจรัสแสงบนฟากฟ้าของวงการวรรณกรรมแน่นอน

J U Z T* แปลว่า แค่*ชื่อของเขาต้องการบอกอะไรกับผู้อ่าน?

หรือมันเป็นแค่การมองโลกแบบ แค่ๆ

หรือมันเป็นเพียงแค่ความเท่

หรือมันเป็นเพียงแค่คำง่ายๆให้คนจดจำ

หรือมันก็เป็นแค่ชื่อเท่านั้น

หรือว่ามันเป็นเพียง แค่*…

เรื่องที่เขาส่งมา ก็มีชื่อเรื่องว่า “แค่”

(เตรียมนั่งกันได้เลย)

ตอนแรกเขาให้เราเลือกเรื่องเอาเอง ซึ่งมีทั้งหมด 6 เรื่อง

แต่เรื่องนี้ถูกใจเรามากที่สุด

ไม่ใช่เรื่องที่อ่านจนจบแล้วค่อยสะอึก(และสำนึก)

แต่ว่าอ่านไปแต่ละบรรทัด เหมือนโดนตบหน้า

เหมือนโดนคนเอามีดมาทิ่ม ทิ่ม ทิ่ม แทง แทง แทง

อ่านจบแล้วก็บาดเจ็บสาหัส

เพราะว่า “โดน” ทุกเม็ด

J U Z T* ไม่ได้ให้ความคิดใหม่อะไรเลย

J U Z T* เพียงแค่หยิบกระจก (ที่หลายคนโยนทิ้งอย่างจงใจ) ขึ้นมาส่องส่องต่อหน้าต่อตาของคนบางคน(ที่หนีความจริง) โดยไม่ปรานี

อาจจะคิดว่าเราพล่ามยกยอเขาเกินไป

แต่ช่วยไม่ได้ เขาก็ แค่* คนเขียนที่เราพอใจ

สักวันนะ…เรา(อยาก)จะเขียนหนังสือด้วยกัน

เอาล่ะขอเชิญคนอ่านอ่านงานของเขาได้
ในคอลัมน์ { * } ได้เลย

บรรณาธิการ

ไม่มีใครรู้ว่าใครคือใคร

เรายังตั้งใจจะปล่อยงานเขียนออกมาเรื่อยๆ

ถึงแม้ว่าคอมเม้นท์จะไม่คึกคักเอาเลย

แต่ก็รู้ได้ว่ามีคนเข้ามาอ่านบ้าง

สิ่งที่เรียนมาไม่ค่อยเอามาใช้เท่าไหร่

กลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆไม่สามารถจะทำให้คนรักการอ่านขึ้นมาได้

เราเชื่อว่าอย่างงั้น

คราวนี้มีงานใหม่ของเพื่อนเรา

เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดในชีวิตคนหนึ่ง

รู้จักกันมานานมาก

ตอนนี้มันไม่ได้เรียนหนังสือ

และอนาคตมันก็ไม่เรียน มันถือว่าเราเรียนแล้ว

ไม่จำเป็นที่มันจะต้องเรียนอีก มันบอกจะเกาะเราไป

หาความรู้เอาจากเราแทน

คนอ่านคงเห็นว่ามันขี้เกียจ

แต่ก็ช่างเหอะ

ความขี้เกียจไม่เคยทำร้ายใครนอกจากตัวเอง(มั้ง)

ความจริงใจที่มันมีให้ต่างหากที่เราสนิทกันมาก

ถึงมันจะไม่เคยให้อะไรเราเลยสักอย่าง

แต่มันก็รับความทุกข์จากเราไปไม่น้อยกว่าเพื่อนคนไหน

แล้วตอนนี้มันดันมีความรัก

มันก็เลยเขียนมาให้ได้อ่านกัน

ขอเชิญอ่านได้ ในคอลัมน์ Nobody is Nobody

ปล. เปลี่ยนภาพใหม่ เป็นฝูงนก ที่ออกแบบโดย Alan Fletcher นักออกแบบชื่อดังที่เคยออกแบบโลโก้ให้สำนักข่าวรอยเตอร์ Rueter มาแล้ว
เอามาจากหนังสือกราฟฟิคที่ชื่อ The Art of looking Sideway

มดเยี่ยวยังไม่ทันแห้ง

ทิ้งช่วงไปประมาณหนึ่งอาทิตย์
ไม่นานมากใช่มั้ย?
มดเยี่ยวยังไม่ทันแห้ง เราก็กลับมาอัพเรื่องให้ได้อ่านกันอีก
คราวนี้เพิ่ม 2 เรื่อง 2 คอลัมน์

เรื่องแรกคือ Me is Me
เป็นมุมมองความรัก ของ Cruz เพื่อนในห้องเราคนหนึ่ง
ที่เธอไม่ยอมเปิดเผยชื่อจริง
ความรักที่ Cruz อธิบายเอาไว้นี้ เป็นมุมมองที่เกิดจากประสบการณ์ของเธอ
ดังนั้น คนอ่านบางคนอาจไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยทั้งหมด
และการไม่เห็นด้วยทั้งหมด ก็ไม่ได้หมายความว่างานเขียนของเธอไม่ดี
ที่ไหนมีรักที่นั่นไม่มีการเปรียบเทียบ
เพราะฉะนั้น การรับรู้มุมมองอีกมุมหนึ่งไม่ได้ให้เกิดการเปรียบเทียบ
แต่ให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่า
การแสวงหามุมมองความรักจากหลายๆคน จะช่วยสะท้อนให้เข้าใจและรู้สึก
ถึงความรักในแบบของตัวเราเองมากขึ้นต่างหาก

เรื่องที่สองคือ You are You
เป็นการเขียนเสียดสี ถากถาง เย้ยหยัน คนพวกหนึ่ง
คนพวกที่วันๆเอาแต่สร้างภาพลักษณ์
วันๆแดกเปลือกโดยไม่สนใจภายใน
ดูคนและตัดสินคนเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก
หรือไม่ คนพวกที่รู้อะไรแกนๆกลางๆ แล้วก็นึกว่าตัวเองรู้อย่างถ่องแท้
แต่กลับรู้แค่เพียงครึ่งๆกลางๆเท่านั้นเอง
โง่แล้วอวดฉลาดนั่นเอง
ความน่าสนใจของงานนี้อยู่ตรงที่นอกจากคนเขียนจะเสียดสีคนแดกแต่เปลือกแล้ว
ยังเสียดสีตัวเองที่ตัดสินคนแดกเปลือกอย่างฉาบฉวยเหมือนกัน
สรุปก็คือ คนเขียนก็แดกเปลือกไม่แพ้กัน
และคนอ่านอย่าเข้าใจผิดว่า คนเขียนที่ชื่อ ข้าพเจ้า
คือเรา–บรรณาธิการ
แต่ข้าพเจ้า ก็คือข้าพเจ้า

***************************************

อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สถานะนักศึกษาก็จะยุติลง
แต่มันจะยุติลงเพียงแค่สถานะ
เพราะชีวิตนักศึกษา จำเป็นจะต้องมีต่อไป
เพราะโลกนี้ยังมีอะไรที่มากมายที่น่าศึกษามากกว่าแค่ในห้องเรียนติดแอร์กับอาจารย์
ไม่ว่าจะยืนล้างจานอยู่ในร้านอาหารในลอส แองเจลิส
หรือว่าจะนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศหรูใจกลางกรุงเทพฯ
หรือจะขายของอยู่ในร้านค้าแถวเชียงใหม่
หรือจะนั่งเขียนหนังสืออยู่ริมหน้าต่างบนรถไฟ
ไม่ว่าที่ไหนๆเราก็ต้องรักษาความเป็นนักศึกษาเอาไว้
และสิ่งที่น่าศึกษาที่สุด ก็คือ
คน

บรรณาธิการ

คลอดก่อนกำหนด

และแล้วก็ลืมตาดูโลก
เร็วกว่ากำหนด
ที่จริงมีหลายคน ที่ส่งงานเขียนมา
แต่คราวนี้ขอนำมาให้อ่าน 3 คนก่อน

โดยแบ่งออกเป็น 3 หน้า (ทางขวามือ)

หน้าแรกคือ { He is He }
หน้านี้เป็นความเรียงชีวประวัติของนักดนตรีพังค์ในยุค ’70
เราเชื่อว่าการอ่านชีวประวัติของคนเป็นการอ่านแผนที่ของชีวิตอย่างหนึ่ง
เป็นการเรียนรู้ชีวิตโดยทางลัด
ถึงแม้ว่า ดนตรีพังค์ในยุคสมัย ’70 จะห่างไกลจากตัวเรา
ถึงแม้ว่า Sid Visious จะเป็นชื่อที่คนอ่านบางคน(รวมทั้งเรา)จะเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมองข้ามและไม่สนใจ
กลับเป็นข้อดีที่จะทำความรู้จักนาย Sid Visious จาก { He is He } นี้
ผู้เขียนหน้านี้คือเพื่อนของเรา ตอนนี้เรียนอักษรศาสตร์(เอกภาษาอังกฤษ) จุฬาฯ
แต่ขณะนี้เธอกำลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น

หน้าต่อมาคือ { I am I }
หน้านี้เป็นงานเขียนของรุ่นน้องคนหนึ่ง
ที่เขาขอเปลี่ยนจากความเป็นคนนอก ( Strangerz )
มาเป็น “ยาคูลซ่า” หรือ “ยาคู้ซ่า” ไม่แน่ใจ ( YKZ’ )
แต่ ความซ่าของเขาเป็นยาที่ Cool! มากมาย
YKZ’ เขียนเรื่องด้วยการใช้คำน้อยแต่กินความรุ้สึกมาก
เขาเขียนออกมาอย่างมีชั้นเชิงและเต็มไปด้วยความรู้สึก
ถ้าผู้อ่านติดตามอ่านงานของเขาไปสักพักจะรู้ได้ว่า
YKZ’ เป็นคนช่างสังเกต และมองมุมที่คนอื่นมองข้ามไป
นอกจากจะมองมุมที่คนอื่นไม่มองแล้ว ยังหยิบเอามาเขียนสะกิดให้คนอ่านได้สะอึกอีกด้วย

หน้าต่อมาคือ { She is She }
หน้านี้เป็นบันทึกการเดินทางไกลไปอเมริกาครั้งแรกของ Jay Choco (เจผู้มีช็อคโกแล็ทในหัวใจ)
บันทึกจี๊ดจ๊าด วีดว้ายหน้านี้ผู้อ่าน อ่านแล้วอาจรู้สึกสะดุดใจกับภาษาของเธอ ที่เขียนผิดเขียนถูก
และคงแอบตำหนิบรรณาธิการที่ไม่ยอมแก้ไขให้ถูกต้อง
ต้องขอบอกเหตุผลว่า การที่คงไว้ทุกตัวอักษรก็เพราะอยากจะให้เป็นภาษาพูด มากกว่าภาษาเขียน
อยากให้คนอ่านได้รู้สึกถึงความกระดี๊กระด๊าในการเขียนของผู้เขียน
เราอ่านทีไรก็รู้สึกได้ว่า Jay Choco ตื่นเต้นและดีใจในการไปอเมริการครั้งแรกของเธอจริงๆ

เอาล่ะเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขอเชิญอ่านได้ตามอัธยาศัย

และขอความร่วมมือจากคนอ่านทุกท่าน คอมเม้นท์งานแต่ละเรื่อง เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนต่อไป
และหากมีเรื่อง update ในอาทิตย์หน้า เราจะส่งเมลไปให้

ขอบใจมาล่วงหน้า
บรรณาธิการ

ทักทายกันก่อน

พยายามแล้วที่จะขยันทำหนังสืออกมาสักเล่มหนึ่ง
เป็นหนังสือที่หลายคนเขียน
แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างโดยเฉพาะเวลา(ข้ออ้าง)จึงไม่สามารถทำมันออกมาเป็นรูปเล่มได้ตามความตั้งใจ

แต่ของดีดีเหล่านี้มันอยู่ในที่ลับได้ไม่นาน
มันจะต้องหาทางออกมาจนได้
และของดีของเพื่อนหลายคน จะเก็บไว้ดูไว้อ่านคนเดียวก็ไม่สนุก
อยากเผยแพร่ให้คนอื่นได้สนุกไปกับเราด้วย

ดังนั้น เราจึงนำของมาปล่อยลงบนเว็บบล็อค
เป็นการทดแทน ด้วยการเปลี่ยนสื่อ
เพื่อให้หลายคนได้อ่านของดี
คำว่าดีอาจไม่ดีสำหรับทุกคน แต่อย่างน้อยเราคิดว่ามันดีในระดับที่เราพอใจ

Theme ตอนแรกจึงใช้ว่า หนังสือเล่มที่ศูนย์
แต่ตอนนี้ขอเปลี่ยนเป็น We are we
เนื่องจากเรื่องแต่ละเรื่องที่ส่งมา เนื้อหาไม่เชื่อมโยงกัน
และมีความเป็นตัวของตัวเองอยู่
แต่เพื่อไม่ให้เสียความเป็นกลุ่ม เราจึงใช้คำว่า We
ในภาษาอังกฤษ We are we เป็นพหูพจน์ (แสดงถึงการรวมใจ)
ส่วนในภาษาไทย เราก็คือเรา เป็นเอกพจน์ (แสดงถึงความเป็นตัวของตัวเอง)
ดังนั้นเรื่องที่จะได้อ่านต่อไปนี้ จะมีความหลายหลาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นตัวของตัวเอง

และ ทุกหนึ่งอาทิตย์ เราจะทยอยนำงานเขียนของเพื่อนพ้องน้องพี่ลงเว็บ

และอาทิตย์หน้า
ขอตัดริบบิ้นงานแรก
ด้วยผลงานเขียนของรุ่นน้อง ที่มีสติปัญญาเกินเลยรุ่นพี่บางคน
เขาคือ Strangerz
เรื่องของเขาคือ จุดสองจุด
จุดของคนนอก กับ จุดของคนใน
ต่างกันหรือไม่อย่างไร
ขอให้ติดตามอ่านกัน
ถึงจะไม่ติดตามอ่าน เราจะเป็นฝ่ายตามคนอ่านไปติดติด
ด้วยการส่งอีเมลไปเตือนเอง

บรรณาธิการ

ป.ล ขอความร่วมมือในการคอมเม้นท์ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ส่งยิ้ม
หรือวิพากษ์วิจารย์ยืดยาว
เราและทีมงาน(นักเขียนสมัครเล่น)ถือว่าเป็นกำลังใจอย่างมาก
ขอบใจมาล่วงหน้า